เรื่องเล่า : แรงบันดาลใจ เหตุณ์จูงใจให้เร่งปฏิบัติธรรม ปฏิบัติว่างเพื่อความหลุดพ้น



                                                                     แรงบันดาลใจ

             เหตุจูงใจให้เร่งปฏิบัติธรรม 

              

สาเหตุและปัจจัยที่เป็นแรงหนุนและส่งเสริม

 เตือนสติให้เร่งรีบปฏิบัติธรรม

ภาระกิจใดๆหรือการกระทำกิจกรรม กิจการใดๆก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ย่อมเป็นเรื่องอยาก ที่จะทำสำเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกๆวาระทุกๆขั้นตอนย่อมมีอุปสรรค

ปัญหาหรือความไม่ราบรื่นบั่นทอนให้เกิดความท้อแท้ ถดถอย เสมอ

            ในการที่จะบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสติวิปัสนกรรมฐานเพื่อความหลุดพ้น ก็เช่นกัน การที่เราจะมุ่งปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร นั้นยิ่ง เป็นเรื่องอยากสุดๆ สำหรับปุถุชนทั่วไป ยิ่งการที่จะข้ามพ้นจากโลกียะธรรมไปยังฝั่งของโลกุตระธรรมเข้าถึงความว่างเปล่าหรือเข้าถึงธรรมชาติว่างเปล่าเป็นองค์ธรรมชาติหรือองค์บุญนั้น ถือว่า ที่สุดแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ความพยามและมุ่งมั่นอย่างเป็นที่สุด ในที่นี้จะนำเสนอแรงจูงใจที่เป็นปัจจัยหลักในการ นำพาเตือนสติให้เร่งรีบปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึง ธรรมชาติว่าง




     สืบเนื่องมาจากประสบการณ์

            ปัจจัยหลักคือสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ภาคบังคับของผู้ปฏิบัติ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาเป็นนักปฏิบัติธรรม ความเดิมจากการที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง และต้องไปทำหน้าที่ทางสังคมด้วยการไปเป็นประธานในพิธีฌาปนกิจศพหรือร่วมพิธีเผาศพโดยภาคบังคับของผู้ที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งระดับผู้นำทางการเมืองในระดับท้องถิ่นของทุกๆท่านที่ดำรงตำแหน่งนี้.



            ซึ่งเป็นภาคบังคับโดยตำแหน่ง จำเป็นต้องไปร่วมในพิธีกรรมงานศพของพี่น้องในพื้นที่และ อำเภอ จังหวัดที่ใกล้เคียง และได้ยินได้ฟังบทสวดมาติกาบังสกุลหรือบังสกุลตายอยู่เป็นประจำทุกๆวัน บางวันมีการฌาปนกิจหรือ เผาศพเป็นจำนวน 1 - 3 ศพ และเป็นภาคบังคับ ต้องฟังบทสวดดังกล่าวนั้น 1 - 3 รอบเช่นกันจำเป็นต้องอยู่ร่วมในพิธีตลอดจนเสร็จพิธีกรรมนั้นๆ



            การที่ได้ยินได้ฟังบทสวด อยุ่ทุกๆวัน นานวันเข้า เป็น สัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปีๆ เลยทำให้ ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมเขาต้องใช้บทสวดนี้เท่านั้น ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเป็นข้อจำกัดและเป็นภาคบังคับว่า ไม่ว่าพระสงฆ์หรือสมมุติสงฆ์ จากสำนักใดๆก็ตาม ก็ต้อง จดจำและมาสวด บทมาติกาบังสุกุลนี้เท่านั้น ซึ่งตั้งแต่สมัยวัยรุ่นเมื่ออายุครบ20 ปีบริบูรณ์ ก็ได้บวชเป็นพระภิกษุมาแล้วก็จริง ณ.ตอนนั้น เพียงปีเดืยวหรือ แค่พรรษาเดียว ยังไม่ได้ฉุกคิด และไม่ได้ตั้งอกตั้งใจศึกษาข้อธรรมอย่างจริงจัง และอีกประการ ไม่ได้ไปร่วมพิธีศพทุกๆวันแบบเป็นภาคบังคับเหมือนในช่วงที่มาดำรงค์ตำแหน่งนักการเมืองท้องถิ่นนี้




             จากการที่ได้ยินและได้ฟังบทสวดในพิธีศพดังกล่าวแล้วนั้น ทำให้ฉุกคิด และมีข้อสงสัยว่า บทสวดดังกล่าวนั้นมีคุณวิเศษมากน้อยแค่ไหนเพียงใด และในเบื้องต้นตั้งสมมุติฐานว่า คงเป็นบทสวดที่ทรงคุณวิเศษมากๆ มิเช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่นำมาใช้ บทสวดนี้เพียงบทเดียวเท่านั้น ในทุกๆ พิธีศพ
            เมื่อฉุกคิดได้เช่นนั้น ก็ได้ทำการ พิจารณาธรรม ได้ศึกษาประการแรกศึกษาแปลหาความหมายจากบทสวดภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ในทุก อักขระ ตัวอักษรทุกๆสำนวน จนถ่องแท้ แปลความอย่างถี่ถ้วน และเอาบทสวดเหล่านั้นมาพิจารณา หลังจากนั้นได้สอบถามและได้ศึกษาจากท่านพระครูสัญญาบัติ พัดยศ ทั่วไป รวมถึงพระมหาเปรียญในบทสวดดังกล่าวนี้ ซึ่งบทสวดตามที่กล่าวมาแล้วนั้นมีดังต่อไปนี้


         บทสวดความว่า
      นามะรูปังอะนิจจัง

           นามะรูปังทุกขัง

            นามะรูปังอนัตตา

          แปลความหมาย ได้ว่า นาม รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน 

        เมื่อได้ยินได้ฟังเป็นประจำและใด้ทบทวนพิจารณาธรรมในสาระธรรม ได้เข้าใจถ่องแท้ ว่า นาม รูป ที่แท้จริงไม่ใช่ตัวตนของเรา เราเองมาหลงยึดติดว่า นี้แหละตัวจนของเรา เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ เกิดทุกข์ .

จากการที่ได้ไปค้นคว้าได้มา
 บทสวดพระอภิธรรม 7 คำภีย์ความว่า

พระอภิธรรมปิฎกมีอยู่ ทั้ง สิ้น ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น ๗ คัมภีร์ เรียกโดยย่อว่า สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ (หัวใจพระอภิธรรม) ได้แก่

 ๑. คัมภีร์ธัมมสังคณี ว่าด้วยธรรมะที่ประมวลไว้ เป็น หมวดเป็นกลุ่ม เรียกว่า กัณฑ์ มี ๔ กัณฑ์ คือ

๑) จิตตวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจำแนกจิตและเจตสิก เป็น ต้น

๒) รูปวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจำแนกรูปเป็นต้น

๓) นิกเขปราสิกัณฑ์ แสดงธรรมที่เป็นแม่บท (มาติกา) ของปรมัตถธรรม

๔) อัตถุทธารกัณฑ์ แสดงการจำแนกเนื้อความตาม แม่ บท ของปรมัตถธรรม

 ๒. คัมภีร์วิภังค์ แสดงการจำแนกปรมัตถธรรมออกเป็น ข้อ ๆ แบ่งออกเป็น ๑๘ วิภังค์ เช่น จำแนกขันธ์ (หมายถึง ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ รูปขันธ์ ก็คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ เป็นเจตสิก ส่วนวิญญาณขันธ์ ก็คือ จิต ดังนั้น ขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นั่นเอง) เรียกว่า ขันธวิภังค์

๓. ธาตุกถา แสดงการจัดหมวดหมู่ของปรมัตถธรรมโดยสงเคราะห์ด้วย ธาตุ (ธรรมชาติที่ ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน)

 ๔. คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วยบัญญัติ ๖ ประการและแสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติอัน เกี่ยวกับบุคคล

 ๕. คัมภีร์กถาวัตถุ ว่าด้วยคำถามคำตอบประมาณ ๒๑๙ หัวข้อ อันถือเป็นหลักในการตัดสินพระธรรมวินัย

๖. คัมภีร์ยมก ในคัมภีร์นี้จะยกหัวข้อปรมัตถธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ ๆ

 ๗. คัมภีร์มหาปัฏฐาน แสดงเหตุปัจจัยและแสดงความ สัมพันธ์ อันเป็นเหตุ เป็นผลที่อิงอาศัยซึ่งกันและกันแห่งปรมัตถ์ธรรมทั้งปวงโดยพิสดาร

         สรุปแล้ว พระอภิธรรมก็คือ ธรรมะหมวดที่ ๓ ในพระไตรปิฎกที่สอนให้รู้จักธรรมชาติอัน แท้จริงที่มีอยู่ในตัวเราและสัตว์ทั้งหลายอันได้แก่จิต เจตสิก รูป และรู้จักพระนิพพานซึ่งเป็นจุดหมาย อันสูงสุดในพระพุทธศาสนา

 ธรรมชาติ ทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพานนี้รวมเรียกว่า ปรมัตถ์ธรรม หากแปลตามศัพท์ คำว่า อภิธัมม์ หรือ อภิธรรม แปลว่า ธรรมอันประเสริฐ ธรรมอันยิ่ง ธรรมที่อยู่แท้จริงปราศจากสมมุติ เนื้อความในพระอภิธรรมเกือบทั้งหมด จะกล่าวถึงปรมัตถ์ธรรมล้วน ๆ โดยไม่มี บัญญัติธรรม (สมมุติโวหาร) เข้ามาเกี่ยวข้อง


                         บทที่ ๑ พระสังคิณี

         กุ สะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา, กะตะเม ธัมมา กุสะลา, ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา คัณธารัมมะณัง วา ระสารัมมะนัง วา โผฏฐัพพา รัมมะณังวา ธัมมา รัมมะณัง วา ยัง ยัง วา ปะนะรัพภะ ตัสมิงสะมะเย ผัสโส โหติ อะวิเข โป โหติ เย วา ปะนะ ตัสมัง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปฏิจจะสะมุปปันนา อรูปิโน ธัมมา อิเม ธัมมา กุสะลา.

                 พระสังคิณี (แปล)

 ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่าไหนเป็นกุศล ในสมัยใด กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุคด้วยญาณเกิดขึ้น ปรารภอารมณ์ใดๆ จะเป็นรุปารมณ์ก็ดี สัททารมณ์ก็ดี คันธารมณ์ก็ดี รสารมณ์ก็ดี โผฏฐัพพารมณ์ก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ในสมัยนั้น ผัสสะ ความฟุ้งซ้านย่อมมี อีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใดแม้อื่น มีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล.

                บทที่ ๒ พระวิภังค์

         ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขักขันโธ, ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ, ยังกิญจิ รูปัง อะตีตานาคะ ตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิตธา วา โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา ทีนัง วา ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา สันติเก วา ตะเทกัชฌัง อภิสัญญูหิตวา อภิสังขิปิตวา อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ.

            พระวิภังค์ (แปล)

         ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ บรรดาขันธ์ทั้งหมด รูปขันธ์เป็นอย่างไร รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุปัน ภายในก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม อยู่ไกลก็ตาม อยู่ใกล้ก็ตาม นั้นกล่าวรวมกันเรียกว่ารูปขันธ์

           บทที่ ๓ พระธาตุกะถา

         สังคะโห อะสังคะโห, สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง สัมปะโยโค วิปปะโยโค, สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง วิปปะยุตเตนะ สัมปะยุตตัง อะสังคะหิตัง.

            พระธาตุกะถา (แปล)

        การสงเคราะห์ การไม่สงเคราะห์ คือ สิ่งที่ไม่ให้สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้ สิ่งที่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ได้ สิ่งที่ไม่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้ การอยู่ ด้วย กัน การพลัดพรากคือ การพลัดพรากจากสิ่งที่อยู่ ด้วย กัน การอยู่ร่วมกับสิ่งที่พลัดพรากไปจัดเป็นสิ่งที่สงเคราะห์ ไม่ได้.

        บทที่ ๔ พระปุคคะละปัญญัตติ

         ฉะ ปัญญัตติโย ขันธะปัญญัติ อายะตะนะปัญญัตติ ธาตุปัญญัตติ สัจจะปัญญัตติ อินทริยะปัญญัตติ ปุคคะละปัญญัตติ, กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ, สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธัมโม อะปะริ หานะธัมโม เจตะนา ภัพโพ อนุรักขะนาภัพโพ ปุถุชชะโน โคตระภู ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน นิยะโต อะนิยะโต ปฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหัตตายะ ปฏิปันโน.

       พระปุคคะละปัญญัตติ (แปล)

         บัญญัติ ๖ คือ ขันธบัญญัติ อายตนบัญญัติ ธาตุบัญญัติ สัจจบัญญัติ อินทรีย์บัญญัติ บุคคลบัญญัติ บุคคลบัญญัติของบุคคลมีเท่าไร มีการพ้นจากสิ่งที่ควรรู้ การพ้นจากสิ่งที่ไม่ควรรู้ ผู้มีธรรมที่กำเริบได้ ผู้มีธรรมที่กำเริบไม่ได้ ผู้มีธรรมที่เสื่อมได้ ผู้มีธรรมที่เสื่อมไม่ได้ ผู้มีธรรมที่ควรแก่เจตนา ผู้มีธรรมที่ควรแก่การรักษา ผู้ที่เป็นปุถุชน ผู้รู้ตระกูลโคตร ผู้เข้าถึงภัย ผู้เข้าถึงอภัย ผู้ไม่ถึงสิ่งที่ควร ผู้ไม่ถึงสิ่งที่ไม่ควร ผู้เที่ยง ผู้ไม่เที่ยง ผู้ปฏิบัติ ผู้ตั้งอยู่ในผล ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้ปฏิบัติเพื่อพระอรหันต์.

             บทที่ ๕ พระกถาวัตถุ

         ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ อามันตา, โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, นะ เหวัง วัตตัพเพ, อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ ว...ะตะ เร วัตตัพเพ โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ, มิจฉา.

                พระกถาวัตถุ (แปล)

         (ถาม) ค้นหาบุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ คือ ความหมายที่แท้จริงหรือ

(ตอบ) ใช่. ค้นหาบุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ คือ โดยความหมายที่แท้จริง

(ถาม) ปรมัตถ์ คือ ความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่ ค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์ คือโดยความหมายอันแท้จริงอันนั้นหรือ

(ตอบ) ท่านไม่ควรกล่าวอย่างนี้ ท่านจงรู้นิคคะหะเถิด ว่าท่านค้นหาบุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ คือ โดยความหมายอันแท้จริงแล้ว ท่านก็ควรกล่าวด้วยเหตุนั้นว่า ปรมัตถ์คือความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่ เราค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์ คือโดยความหมายอันแท้จริงนั้น คำตอบของท่านที่ว่า ปรมัตถ์คือความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่ เราค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์คือ โดยความหมายอันแท้จริงนั้นจึงผิด.

             บทที่ ๖ พระยะมะกะ

 เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สัพเพ เต กุสะลามูลา, เย วา ปะนะ กุสะละมูลา สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา, เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สัพเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา, เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา.

           พระยะมะกะ (แปล)

        ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลเป็นมูล อีกอย่าง ธรรมเหล่าใดมีกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดก็เป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีอันเดียวกับธรรมที่มีกุศลเป็นมูล อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใดมีมูลอันเดียวกับธรรมที่เป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล.

        บทที่ ๗ พระมหาปัฏฐาน

         เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย อธิปะติปัจจะโย อนันตะระปัจจะโย สะมะนันตะระปัจจะโย สะหะชาตะปัจจะโย อัญญะมัญญะปัจจะโย นิสสะยะปัจจะโย อุปะนิสสะยะปัจจะโย ปุเรชาตะปัจจะโย ปัจฉาชาตะปัจจะโย อาเสวะนะปัจจะโย กัมมะปัจจะโย วิปากาปัจจะ...โย อาหาระปัจจะโย อินทริยะปัจจะโย ฌานะปัจจะโย มัคคะปัจจะโย สัมปะยุตตะปัจจะโย วิปปะยุตตะปัจจะโย อัตถิปัจจะโย นัตถิปัจจะโย วิคะตะปัจจะโย อะวิคะตะปัจจะโย.

            พระมหาปัฏฐาน (แปล)

 ธรรมที่มีเหตุเป็นปัจจัย ธรรมที่มีอารมณ์เป็นปัจจัย ธรรมที่มีอธิบดีเป็นปัจจัย ธรรมที่มีปัจจัยหาที่สุดมิได้ ธรรมที่มีปัจจัยมีที่สุดเสมอกัน ธรรมที่เกิดพร้อมกับปัจจัย ธรรมที่เป็นปัจจัยของกันและกัน ธรรมที่มีนิสัยเป็นปัจจัย ธรรมที่มีธรรมเกิดก่อน เป็น ปัจ จัย ธรรมที่มีธรรมเกิดภายหลัง เป็น ปัจ จัย ธรรมที่มีการเสพเป็นปัจจัย ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย ธรรมที่มีวิบากเป็นปัจจัย ธรรมที่มีอาหารเป็นปัจจัย ธรรมที่มีอินทรีย์เป็นปัจจัย ธรรมทีมีฌานเป็นปัจจัย ธรรมที่มีมรรคเป็นปัจจัย ธรรมที่มีการประกอบเป็นปัจจัย ธรรมที่มีการอยู่ไม่ปราศจากเป็นปัจจัย ธรรมที่มีปัจจัย ธรรมที่ไม่มีปัจจัย ธรรมที่มีการอยู่ปราศจากเป็นปัจจัย ธรรมที่ไม่มีการอยู่ปราศจากเป็นปัจจัย.

 อ้างอิง///https://www.gotoknow.org/posts/401921พระ บุณยกร พัฒนาศรัทธาพร

บทสวดความว่า

อนิจฺจา วต สังฺขารา
อุปฺปาทวยธมฺมิโน
 อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ
เตสํ วูปสโม สุโข

  
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
การระงับแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้นได้เป็นสุข

 

            คำว่าระงับสังขาร หมายถึงไม่เกิดคือดับหรือไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร อีกแล้ว เป็นการหลุดพ้นเข้าถึงธรรมชาติที่ว่างเปล่า หรือ สุญญตาหรือ นิพพานคือความสุขที่แท้จริง. 

        เป็นปกติของประธานในพิธีฝ่ายฆราวาสและผู้ร่วมในพิธีฌาปนกิจศพต้องได้ยินได้ฟังพระสงฆ์กล่าวสวดบทนี้ในพิธีเสมอจนชิน แต่ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้สนใจกันหรือไม่ฉุกคิดกันว่า บทนี้มีความพิเศษ พิศดารมากน้อย แค่ไหนทำไมต้องใช้บทนี้ตลอดกาลทำไมใช้บทอื่นๆมาสวดแทนไม่ได้บ้างเชียวเหรอ นี้แหละเป็นข้อที่ทำให้ฉุกคิดและ ทำการศึกษาแล้วนำไปสู่การปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานในที่สุด
             จริงๆแล้วคำกล่าวบทสวดในพิธีฌาปนกิจศพมุ่งแน้นที่จะสอนและมุ่งเตือนสติผู้คนที่มาร่วมในพิธีเท่านั้นและไม่ได้มุ่งเน้นสอนดวงจิตวิญญาณของผู้ตายแต่อย่างไรเลย
ด้วยเหตุว่าสมมุติสงฆ์ทั่วไปไม่สามารถสื่อสารกับวิญญาณใดๆได้และเวลานั้นไม่ใช่เป็นเวลาที่ สมมุติสงฆ์ต้องเข้าเจริญสมาธิติดต่อกับดวงจิตวิญญานผู้ตาย นอกเสียจากสมมุติสงฆ์บางท่านหรือรูปนั้นๆบรรลุธรรมแล้ว และสามารถสื่อสารกับวิญญาณนั้นได้เป็นกรณีพิเศษ

มุ่งมั่นตั้งใจเจริญสติเจริญสติ
วิปัสสนากรรมฐานเพื่อแยกนามแยกรูป

     เมื่อได้ข้อสรุปสาระธรรม อันเป็นที่สุดแล้ว ตามที่ทราบว่า การระงับสังขารได้ หมายไม่เกิดคือดับหรือไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร อีกแล้ว เป็นการหลุดพ้นเข้าถึงธรรมชาติที่ว่างเปล่า หรือ สุญญตาหรือ นิพพานคือความสุขที่แท้งจริง
            ทำให้ได้ข้อสรุปอีกอย่างว่า ความสุข ความสมปรารถนา ลาภ ยศ สรรญเสริญ สุข ของฆราวาสนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งไม่เที่ยง แม้แต่ ร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ ตัวตน ที่แท้งจริง ของเรา
            พัด ยศ ตราตั้ง ของสมมุติสงฆ์ เป็น สิ่งสมุติ ทั้งสิ้น มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ทั้ง ฆราวาสทั้งสมมุติสงฆ์ ยังเป็น สรรพสัตว์ หรือยังเป็นสัตตา สัตตานัง ที่หลงยึดติดรูป ยึดติด ลาภ สักการะ และยังเวียนตายเกิดในวัฏสงสาร นั่นเอง
            เมื่อตั้งสติได้ดังนั้น ด้วยสติปัญญา และ เคยเป็นเด็กวัดมาก่อน ได้บวชเป็นพระภิกษุมาแล้วและบรรพบุรุษได้สร้างวัดถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ มาก่อน และมีบทภาวนาประจำใจ ตั้งแต่เด็กแล้วว่า
" พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ "

            เริ่มต้นด้วย เจริญสติ พิจารณาธรรม นาม รูป ปล่อยวาง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขทางโลก ทั้งหมด ด้วยเวลาจำกัด และภาคบังคับ ด้วยความตั้งมั่นว่า ต้องให้บรรลุธรรม น้อยที่สุด ต้องได้ ระดับโสดาบันขึ้นไป กล่าวคือ รู้จักพอ ทางโลก ปล่อยวางทางโลกทุกประการ ในประการแรก
ประการต่อมา ปล่อยวาง ทางความคิด หยุดการปรุงแต่ง จากเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ
            ด้วยสติปัญญา มุ่งมัน ตั้งสัจจะวาจาว่าต้องทำให้ได้ ปฏิบัติเองโดย ไม่มีครู อาจารย์ ใดๆ สอนวิธี เจริญกรรมฐานเลย ใช้เวลาเจริญกรรมฐาน หลังจากเที่ยงคืน จนกระทั่ง เช้า ทุกๆวัน เมื่อปฏิบัติได้ประมาณ 2เดือน สภาวะธรรมว่าง ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เข้าสู่สภาวะธรรม เจริญ อสุภะ มันเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ จงใจ
            หลังจากปฏิบัติ ไปประมาณ 3 เดือน ก็ มี องค์ธรรมชาติ เบื้องบน เสด็จ ลงมา โปรดกรรมให้ แล้วได้ปฏิบัติธรรมเดินหน้า เอาจริง เอาจังต่อไปโดยไม่ว่างเว้น ต่อจากนั้นประมาณ 2 เดือน องค์ธรรมชาติ เบื้องบนเสด็จลงมา จัดท่านั่งสมาธิให้ และ สอนท่านั่งสมาธิและยกมือโปรดกรรมให้กับสรรพสัตว์
            ซึ่งสภาวะธรรมที่ได้บรรลุแล้วนั้น ผู้อ่านสามารถ ติดตามและอ่านได้ ตามที่ โพสต์ลงในบล๊อกนี้ ครบถ้วนแล้ว มี ทั้งหมด 8 ตอน คือ Ep.1-Ep.8
            หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้ จะเป็นประโยชน์ หรือเป็นแนวทางให้กับท่านผู้อ่านนำไปใช้ได้ในบางขั้นตอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเจริญสติวิปัสนากรรมฐาน จนกระทั่งบรรลุธรรมนั้น ความอยากง่าย ช้า หรือ เร็ว ขึ้นอยู่กับ การสะสมบุญบารมีมาของผู้ปฏิบัติ ติดต่อกันมาตั้งแต่ภพภูมิก่อนนั่นเอง ไม่สามารถ เรียนแบบกันได้

             ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกประการเทอญฯ

💢ฆราวาสบรรลุธรรม

ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ

เพจ:ธรรมะ ปฏิบัติรู้แจ้ง









ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สาเหตุปัจจัยที่ผู้ปฏิบัติไม่เข้าถึงธรรมหลุดพ้น

สภาวะธรรม สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาน ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น