สภาวะธรรม สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาน ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น
สภาวะธรรม
สัตตา สัตตานัง สติ
จิต วิญญาน
บันทึกสภาวะธรรม
แชร์จากประสบการณ์
ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น
บันทึกประสบการณ์จริง ปัจจัตตังเวทิตัมโพ วิญญูหิติ
วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตนปฏิบัติจริง จึงจะรู้
🌹สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาณ
💥บันทึกประสบการณ์จริง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ วิญญูชนรู้ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้
✨//สัตตา หรือ สัตตานัง หรือ จิตเดิมแท้ เป็นจิตที่ไม่บริสุทธิ์ หมายถึง ตัวตนที่แท้จริงของเรา ที่มาเวียนว่าย ตายเกิดอีก
🥳 จิตบริสุทธิ์ คือจิตที่หลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิดแล้ว
✨// สติ หรือ สติปัญญา
✨//สติ คือความรู้สึก ระลึกได้ ของสัตตานัง ที่ไปหลงยึดติด ร่างกายได้แล้ว..สรรพสัตว์ใดๆจะมีสติ ดี หรือสติ ไม่ดี และ หรือจะพัฒนาสติ เป็นปัญญาทางโลก เฉลียวฉลาดได้มากน้อยแค่ไหนนั้น เป็น บุญบารมีเก่าหรือกรรมเก่าที่สะสมกันมาแต่ปางก่อนของแต่ละ สรรพสัตว์ที่แตกต่างกันไป
✨//สติ คือ ธาตุรู้ที่แพ็คคู่มากับสัตตา หรือ สัตตานัง หรือ จิตเดิมแท้ เป็นธาตุคู่กันมา ทำนองเดียวกัน หรือเช่นเดียวกันกับธาตุน้ำ ที่มีส่วนผสมหรือประกอบด้วย H2O คือ มีไฮโดรเจน 2 ส่วน มีอ๊อกซิเจน 1ส่วน หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีส่วนประกอบด้วย CO2 คือมี คาร์บอน1 ส่วน และ ออกซิเจน 2 ส่วน เป็นต้น
✨//ปัญญาในทางโลกคือความรู้ด้วยกระบวนการซึ่งเป็นเหตุปัจจัยและเป็นผลสืบเนื่องซึ่งกันและกันหรือเป็นตรรกะซึ่งกันและกันนั่นเอง ในทางโลก
✨//ปัญญาในทางธรรม หรือ โลกุตระนั้น คือการรู้แจ้ง จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน เข้าสู่อธิปัญญา หรือ ดับ ปัญญา ดับตัวรู้ทางโลก ที่เป็นสติปัญญา ดับไปแล้ว ดับการปรุงแต่งของ ขันธ์ 5 ทุกประการแล้วหรือหลุดพ้นแล้ว
🎈//ในทางวิปัสสนากรรมฐาน ต้องใช้คำว่า สติปัญญาเสมอ เช่น การเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน แม้กล่าว เพียงคำว่าสติ อย่างเดียวก็ตามให้พึงเข้าใจเสมอว่า นั่นคือสติปัญญา
✨//จิตมี 3 รูปแบบ
🎈ประการแรกคือจิตบริสุทธิ์ ที่หลุดพ้นแล้ว หรือจิตพุทธะ
🎈ประการที่สอง คือจิตเดิมแท้ หรือจิตที่ยังไม่บริสุทธิ์ หรือ สัตตา หรือ สัตตานัง ที่ยังเวียนว่าย ตายเกิดอีก
จิตเดิมแท้ที่เวียนว่ายนี้สามารถพัฒนาเป็นจิตบริสุทธิ์ได้ด้วยการปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน ดับขันธ์ 5 และหลุดพ้นเป็นจิต บริสุทธิ์หรือจิตพุทธะ
จิตเดิมแท้ที่เวียนว่ายนี้ถ้าไม่เจริญสติวิปัสนากรรมฐานพัฒนาเป็นจิตบริสุทธิ์ ก็ จะโดนครอบงำด้วยจิตที่ปรุงแต่งเพิ่มวิบากกรรมยิ่งขึ้นและเวียนว่ายต่อไปในวัฏสงสาร
🎈ประการที่สาม คือ จิตปรุงแต่ง คือการปรุงแต่งที่เกิด จาก รูปเวทนา และหรือ สังขาร ปรุงแต่งขึ้นมาจากภายในตนเอง และหรือ ในส่วนที่อายตนะภายในส่งออกภายนอกและเกิดการ สัมผัสกับสรรพสัตว์และหรือสรรพสิ่งภายนอก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้น และดับไป หรือเกิดดับ เกิดดับ และมีส่วนหนึ่งเกิดการปรุงแต่งเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งก่อตัวเป็นวิญญาณ และ เรียกชื่อ ว่า จิตวิญญาณ หรือ จิตที่ปรุงแต่งนั่นเอง
✨//วิญญาณ เกิดจากการปรุงแต่ง อย่างเข้มข้นจนกระทั่งก่อตัวเป็นวิญาณ ของ เวทนา สังขาร และของอายตนะภายใน สู่ภายนอกตามที่กล่าวไปแล้ว ในส่วนของการปรุงแต่งนี้ ที่เป็นวิญญาณได้นั้นเพราะว่า สัตตานังเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น เป็นการยึดติดหลง ในอวิชชานั่นเอง เลยไม่ดับ
🔥//การเกิดขึ้นของ สรรพสัตว์ ในวัฏสงสาร โดยย่อ พอสังเขป เพื่อขยายความ สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาณ
🤗..เริ่มจากการปฏิสนธิแล้ว จะมีสัตตา หรือสัตตานัง มายึดติด รูป ที่เป็น ทารก หรือ ที่ ปฏิสนธิ ในครรภ์ หรือ ในสรรพสัตว์ใดๆก็ตาม ต่อมาสัตตา สัตตานังนั้นได้หลงและยึดติดว่าเป็น ตัวตนของตนเอง..
🤗..ต่อมา เมื่อเจริญวัยขึ้น ก็จะมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบถ้วน และมีจิตปรุงแต่ง ตามที่กล่าว มาแล้วพร้อมทั้งมีอายตนะภายใน สู่ภายนอก และเกิดการปรุงแต่ง..ทำให้ เกิดวิญญาณ หรือ เกิดการปรุงแต่งเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งก่อตัวเป็นวิญญาณ และ เรียกชื่อ ว่า จิตวิญญาณ
🤗..การเกิดขึ้นของวิญญาณ แต่ละคน จะมีวิญญาณเกิดขึ้นหลากหลายวิญญาณ และวิญญาณ เหล่านั้น ก็แอบหลบอยู่ในขันธ์ 5 หลายตัว เช่นกัน แต่ละวิญญาณ ก็คือการปรุงแต่ง ของแต่ละประเภทนั่นเอง เช่น การปรุงแต่งของความอาฆาตพยาบาท ก็มีวิญญาณ 1 ตัว การปรุงแต่งของความรัก ความหลง ก็ มีวิญญาณ 1 ตัว การปรุงแต่งของความ อิจฉาริษยา จงเกลียด จงชัง ก็ มีวิญญาณ 1 ตัว การปรุงแต่งของตัวรู้ ก็มีวิญญาณ 1 ตัว อย่างนี้ เป็นต้น แล้วแต่จะปรุงแต่งกันไป ตามวิบากกรรม นั้นๆเป็นเหตุปัจจัยให้มีการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเอง
🥳///..บุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติ เจริญสติวิปัสสนากรรมฐานหรือ ยังไม่หลุดพ้น ยังยึดติด ยังหลงอยู่ในอวิชชาและยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เมื่อถึงวาระที่ร่างกายดับหรือ จุติ หรือตาย จิตเดิมแท้ หรือ สัตตา หรือ สัตตานัง จึงไปยึดติดจิตวิญญาณที่ปรุงแต่ง หรือ จิตวิญญาณที่ปรุงแต่งแล้วไปครอบ
งำ สัตตานังยึดติดกัน ต่อไปในวัฏสงสารหรือไปต่อในอบายภูมิ หรือภพภูมิ ต่างๆตามผลของวิบากกรรม หรือ บุญ กรรมที่ จิตวิญญาณนั้นๆได้ปรุงแต่งไว้แล้ว
🥳///..บุคคลที่ได้ปฏิบัติ เจริญสติวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่ง เข้าสู่กระแสนิพพาน หรือ เข้าสู่ธรรมชาติว่างแล้ว หรือหลุดพ้นแล้วหรือจนกระทั่ง ผู้ปฏิบัติ จิตบริสุทธิ์แล้ว เป็นองค์ธรรมชาติแล้ว วิญญาณที่ซ่อนเร้นในกายหรือในขันธ์ 5 ตามที่แจ้งแล้ว (ผีที่เราปรุงแต่งและยึดติดแล้วซ่อนเล้นอยู่ในกายเรา) วิญญาณเหล่านั้นจะอยู่ต่อไปไม่ได้ หรือกล่าวได้ว่า จิตที่บริสุทธิ์แล้วไม่สามารถ เป็นที่ตั้งของวิญญาณนั่นเอง มันก็จะออกไป วิญญาณตัวไหนที่สัตตา สัตตานังคลายความยึดติดได้ก่อน จะทำให้วิญญาณตัวนั้น สำนึกได้ก่อน และจะออกไปก่อนพร้อมกับเอ๋ยชวน ตัวอื่นๆ ออกตามไปด้วย ทุกๆตัวจะทยอยกันออกจากร่างของผู้ปฏิบัติ ติดตามกันออกไป จะออกในวาระเดียวกันหมดก็ เป็นไปได้ หรือ จะทยอยออก วันละตัว หรือใช้เวลามากกว่านั้นก็แล้วแต่ เหตุปัจจัย ในการคลายความยึดติด หรือการปล่อยวางของผู้ปฏิบัติ นั่นเอง
🥳//..ลักษณะวิญญาณที่แอบอยู่ในกายนั้น ผู้ปฏิบัติเองจะสามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้ ในขณะที่วิญญาณนั้นๆเคลื่อนที่ค่อยๆออกจากกายของผู้ปฏิบัติ
ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ สาธุ สาธุ
💢ฆราวาสบรรลุธรรม
ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ
ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป สาธุ สาธุ สาธุ
ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น