การเจริญสติปัญญา
บันทึกสภาวะธรรม
แชร์จากประสบการณ์
Ep.1
การเจริญสติปัญญา
ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น
บันทึกจากประสบการณ์จริง จากการที่ได้ปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรมเข้าธรรมชาติว่างเปล่าแล้วนั้น พอจะสรุปสภาวะธรรมตั้งแต่ เริ่มต้นจนกระทั่งเข้าถึงธรรมชาติ และเป็นองค์ธรรมชาติแล้วนั้นได้แบ่งสภาวะธรรมของการปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น ทั้งหมดออกเป็น 8 ขั้นตอนดังนี้
คือ Ep.1การเจริญสติปัญญา Ep.2ปล่อยวางนาม Ep3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย Ep.4 เข้าสู่อธิศีล Ep.5เข้าสู่อธิสมาธิ Ep.6 เข้าสู่อธิปัญญา Ep.7 ปล่อยวางรูป E.p8 เข้าสู่ธรรมชาติ โพสต์นี้เป็นการนำเสนอEp.1
ในการปฏิบัติของฆราวาสบรรลุธรรมพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าเป็น
ไปตาม สาระธรรมความว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้
แนวทางปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น จากประสบการณ์จริง การเจริญสติหรือการเจริญสติปัญญานั้น เริ่มต้นจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่ก่อนอื่นใดนั้น จะต้องเชื่อมั่นและยึดมั่นศรัทธาในองค์พระรัตนะตรัยและเชื่อมั่นว่า บุญ กรรม มีจริง ภพหน้ามีจริง วัฏสงสาร 31ภพภูมิมีจริง การทำชั่วหรือกรรมชั่ว หรือกระทำการผิดศีล ทำอกุศลกรรมหรือ ผิดกรรมบถ 10 เมื่อตายแล้วจะส่งผลให้ไปตกในอบายภูมิจริง
ทำดีได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือ ไปสวรรค์ เป็นเทพ เทวา ทรงฌานได้ไปเป็นพรหมจริง ปฏิบัติอรูปฌานได้ไปเป็นอรูปพรหม การปล่อยวางขันธ์ 5 ด้วยการดับการปรุงแต่ง จาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ทุกประการ ปฏิบัติว่าง เจริญสติวิปัสนากรรมฐาน เข้าสู่อธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา คือแนวทางหลุดพ้นได้จริง
การเจริญสติปัญญา
ในการเจริญสติปัญญา ก็จะมีข้อสงสัยตามมาว่า ทำไมต้องเจริญสติก่อน
ทำไมไม่เจริญสมาธิเลย ซึ่งปกติโดยทั่วไปจะกล่าวกันว่า เจริญสมาธิ จริงๆแล้วช่วงแรกนั้นสมาธิยังไม่เกิด เราต้องเจริญสติปัญญาก่อนเพื่อใช้สติปัญญาปล่อยวางกิเลส รู้จักพอทางโลกและปล่อยวางทางโลกทุกประการ ในช่วงแรกนี้เป็นการเจริญสติ มุ่งสู่ เป้าหมาย ปรับตนให้อยู่ ศีลธรรม อันดี โดยเฉพาะ ฆราวาส แล้วต้องดำรงตน อยู่ในกรอบ ของ กรรมบท 10 และเจริญสติ ให้เข้าใจ สังโยชน์ เพื่อตัดสังโยชน์เบื้องต้น ให้ได้ก่อน และปฏิบัติ ก้าวต่อไปในการเข้าถึงธรรมขั้นตอนต่อๆไปและเข้าถึงธรรมจนกระทั่งปฏิบัติบรรลุธรรมขั้นสูงในที่สุด
กรรมบท 10 หรือ กุศลกรรมบท 10 คือ
กุศลกรรมบถ 10 เป็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ว่าด้วยความสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถูกรวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ผู้ปฏิบัติธรรมต้องอยู่ในศีลธรรมอันดี ซึ่งในส่วนนี้นั้นเป็นพื้นฐาน ที่มุ่งมั่นเจริญในธรรมต้องวางตนอยู่ในกรอบนี้
ความหมายของกุศลกรรมบถ 10 ประการ
กุศลกรรมบถ 10 คือ หลักธรรมแห่งกรรมดีอันเป็นกุศล หรือทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล รวมเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันจำนวน 10 ประการ อันจะนำความสุขและความเจริญมาสู่ผู้ปฏิบัติคำว่า กุศล หมายถึง บุญความดี, สิ่งที่ดีงาม
กรรมบถ หมายถึง หนทางแห่งกรรม, การกระทำกรรม
เมื่อคำว่า กุศลกรรมบถ 10 มารวมอยู่ด้วยกัน จึงมีความหมายว่า หนทางสู่การกระทำกรรมดีอันเป็นกุศล จำนวน 10 ประการ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักธรรมที่เป็นพุทธวจน ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
กุศลกรรมบถ 10 มี
กุศลกรรมบท แบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ
มีทั้งหมด 10 ประการดังนี้
กุศลกรรมบถ 10 ทางกาย
1. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือทำลายชีวิตของผู้อื่น
2. ไม่ลักทรัพย์ ไม่ลักขโมย หรือยึดทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตน
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
กุศลกรรมบถ 10 ทางวจีกรรม
4. ไม่พูดเท็จ ไม่พูดโกหก
5. ไม่พูดส่อเสียด
6. ไม่พูดคำหยาบคาย
7. ไม่พูดวาจาเพ้อเจ้อ
กุศลกรรมบถ 10 ทางมโนกรรม
8. ไม่โลภคิดอยากได้ของคนอื่น
9. ไม่พยาบาท หรือปองร้ายผู้อื่น
10. มีความเห็นชอบตามคลองธรรม
xxxxxxxxxxxxxxxxxxx
สังโยชน์ เบื้องต่ำ หรือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าขันธ์ 5 คือตัวตน
2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยลังเลในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาส - มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศีลพรตภายนอกพระพุทธศาสนา หรือการถือข้อปฏิบัติที่ผิด
4. กามราคะ - มีความพอใจในกามคุณ
5 ปฏิฆะ - ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง
การเจริญสติหรือการเจริญสติปัญญาโดยใช้ปัญญาใช้สติทบทวนเหตุของการเกิดทุกข์และแนวทางดับทุกข์ ตาม กฎธรรมชาติและทบทวนธรรมโดยยึดหลักธรรม ของพระพุทธเจ้า การเจริญสติปัญญาคือการใช้สติใช้ปัญญาทำการศึกษาสาเหตุการเกิดทุกข์และค้นหาแนวทางดับทุกข์ด้วยเหตุด้วยผล ตามกฎของธรรมชาติ หรือเป็นไปตาม กฏอิทัปปัจจยตา หรือหัวใจ ปฏิจจสมุปบาท.. อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น
อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี
อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ - เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
มัส๎มิง อะสะติ อิทัง นะโหติ - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ - เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป
ใน การเจริญสติหรือการเจริญสติปัญญาตามกฏ อิทัปปัจจยตา นี้ ทุกๆสรรพสิ่งที่อุบัติขึ้น ล้วนแล้ว เกิดจากปัจจัยอย่างหนึ่งอยากใด ที่ทำให้เกิดทั้งสิ้น หหรือ เป็นเหตุ และเป็นผลสืบเนื่อง ต่อกันมา หรือเป็น ตรรกะวิทยา ที่ว่าด้วย เกี่ยวเนื่องวึ่งกันสืบต่อกันมา
ในทางปฏิบัติจริงๆนั้น ผู้เป็นเจ้าสำนัก หรืออาจารย์ผู้ฝึกสอนได้ปรับไปตามที่ครูบาอาจารย์ของตนเองได้สอนตามที่ได้ร่ำเรียนสืบต่อกันมา เป็นแบบอย่างจึงแตกต่างกันไปตามครูบาอาจารย์สำนักนั้นๆ
แต่ในที่นี้เป็นการนำเสนอผลจากการที่ได้ปฏิบัติธรรมจากประสบการณ์จริง ซึ่งขั้นตอนและวิถีทางแนวทางไม่เป็นไปตามปริยัติธรรมหรือไม่เป็นไปและไม่เหมือนกับแนวทาง ขั้นตอนของพระอาจารย์รูปใดๆทั้งสิ้น
ระหว่างเจริญสตินี้ให้ควบคุมสถาวะจิตให้นิ่งไม่ส่งจิตไปนอก และห้ามเพ่ง ไปยัง แสงสี โอถาส ใดๆ ที่มาปฎิสัมพันธ์ทางจิต หรือ มโนภาพใดๆหรือตัดการทรงฌานไม่มุ่งเน้นไม่เจริญจิตเพื่อหวังผลให้ตัวรู้ หรือ ถ่องแท้แล้วก็เจริญเช่นเดียวกันเมื่อเจริญสติเข้าใจในธรรมแจ่มแจ้งว่าเกิดทุกข์และทางดับทุกข์ ตามลำดับแล้วปล่อยวางและให้เจริญสติต่อไป ให้มากที่สุด
ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกประการเทอญฯ
💢ฆราวาสบรรลุธรรม
ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ
ฝากถึงผู้ที่สนใจในการปฏิบัติธรรมทุกๆท่าน ถ้าผู้ปฏิบัติใดๆมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น สาระที่นำเสนอนี้ คือคำตอบ เป็นการนำประสบการณ์จริงที่ปฏิบัติได้ผลมาแล้วเล่าสู่กันฟัง.สาธุ สาธุ สาธุ
ตอบลบ