Ep.2 ปล่อยวางนาม ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น
ปล่อยวางนาม บันทึกสภาวะธรรม แชร์จากประสบการณ์
EP.2
ปล่อยวางนามปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น
บันทึกจากประสบการณ์จริงจากผู้ที่ได้ปฏิบัติตน ด้วยการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรม เข้าสู่ธรรมชาติว่างเปล่าแล้วปฏิบัติตนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าถึงธรรมชาติและได้องค์ธรรมชาติแล้วนั้น ได้แบ่งสภาวะธรรมของการปฏิบัติ ว่างออกเป็นขั้นตอนได้ทั้งหมด 8 ขั้นตอนต่อไปนี้คือ Ep.1 เจริญสติปัญญา Ep.2 ปล่อยวางนาม Ep.3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย Ep.4 เข้าสู่อธิศีล Ep.5 เข้าสู่อธิสมาธิ Ep.6เข้าสู่อธิปัญญา Ep.7 ปล่อยวางรูป E.p8 เข้าสู่ธรรมชาติ โพสนี้จะเป็น Ep.2
ในการปฏิบัติของฆราวาสบรรลุธรรมพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าเป็นไปตาม สาระธรรมความว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้
บันทึกประสบการณ์จริง ของฆราวาสบรรลุธรรม
บันทึกจากประสบการณ์จริงจากผู้ที่ได้ปฏิบัติตน ด้วยการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรม เข้าสู่ธรรมชาติว่างเปล่าแล้วปฏิบัติตนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าถึงธรรมชาติและได้องค์ธรรมชาติแล้วนั้น ได้แบ่งสภาวะธรรมของการปฏิบัติ ว่างออกเป็นขั้นตอนได้ทั้งหมด 8 ขั้นตอนต่อไปนี้
คือ Ep.1 เจริญสติปัญญา Ep.2 ปล่อยวางนาม Ep.3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย Ep.4 เข้าสู่อธิศีล Ep.5 เข้าสู่อธิสมาธิ Ep.6เข้าสู่อธิปัญญา
Ep.7 ปล่อยวางรูป E.p8 เข้าสู่ธรรมชาติ โพสนี้จะเป็น Ep.2
ในการปฏิบัติของฆราวาสบรรลุธรรมพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าเป็น
ไปตาม สาระธรรมความว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้
บันทึกประสบการณ์จริง ของฆราวาสบรรลุธรรม
จากการที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องในการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อความหลุดพ้น ที่ต้องเจริญสติหรือเจริญสติปัญญาก่อนในขั้นตอนแรก Ep.1ไปแล้วนั้น ต่อมาขั้นตอนนี่มาถึงขั้นตอนที่ 2 Ep.2 คือปล่อยวางนาม
การปฏิบัติปล่อยวางนาม
ในการปฏิบัติปล่อยวางนามด้วยการเจริญสติปัญญาโดยใช้ปัญญาใช้สติทบทวนเหตุของการเกิดทุกข์และแนวทางดับทุกข์ ตามกฎธรรมชาติในขั้นตอนที่1หรือ Ep.1 ไปแล้วนั้น.
ในส่วนของขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูปและนาม ณ.ขั้นตอนนี้ให้มุ่งเน้น ปล่อยวางส่วนที่เป็นนามให้ได้ เป็นประการแรก นามในขั้นตอนนี้ คือ ให้ปล่อยวาง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ปรุงแต่งหรือให้หยุดการปรุงแต่งทั้งหมดให้ได้ ดับให้ได้ เมื่อปล่อยวางได้ ดับได้แล้วจะเข้าถึงความว่าง และสามารถ เจริญสติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนกระทั่ง จิตว่างตลอด
ในการปฏิบัติว่างเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อปล่อยวางนามให้ได้นั้นต้องพิจารณาธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วปล่อยวาง นาม ให้ได้หรือพยามหยุดการปรุงแต่งนั่นเอง
ให้ทบทวนสาระธรรม นาม รูป
ในการปฏิบัติว่างเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อปล่อยวางนามให้ได้นั้นต้องพิจารณาธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วปล่อยวาง นาม ให้ได้หรือพยามหยุดการปรุงแต่งนั่นเอง
นามะรูปังอะนิจจัง
นามะรูปังทุกขัง
นามะรูปังอะนัตตา
แปลความหมายว่า นาม รูป ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน
ในการเจริญสติวิปัสสนา ในที่นี้หมายถึงให้ใช้สติปัญญา ทบทวนให้เกิดการเห็นแจ้งของความทุกข์ที่เกิดจาก ขันธ์ 5 อนิจจังทุกขัง อนัตตาว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน กล่าวคือ มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย และปล่อยวางทั้งหมด
ให้ทบทวนปริศนาธรรม
ปริศนาธรรมความว่า 4 คนหาม 3คนแห่1คนนั่งแคร่ 2คนพาไป
อธิบายความว่า
4 คนหาม หมายถึงธาตุทั้ง 4 ซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประชุมประกอบรวมกันเป็นร่างกายหยาบของเรานี้
3 คนแห่ หมายถึงความจริง 3 ประการของสรรพสัตว์ทั้งปวงคือ
1.อนิจจัง คือความไม่เที่ยง
2.ทุกขัง คือมีแต่ความทุกข์
1 คนนั่งแคร่ คือ ดวงจิตดวงวิญญาณเรานี้แหละ ที่จะกำกับ ทางร่างกาย ทั้งหมดให้กระทำ หรือ ไม่กระทำหรือ สร้างบุญสร้างบาปสร้างกรรม หรือดวงจิตของเรานี้เองเมื่อร่างกายตายแล้ว ดวงจิตวิญญาณ
ต้องออกจากร่างไป
2 คนพาไป คือ บุญและบาปกรรม หรือผลการกระทำเมื่อร่างกายยังอยู่หรือตอนยังมีชีวิตอยู่ และเป็นข้อกำหนดบ่งชี้เป็นสำคัญว่าจะพาดวงจิต ดวงวิญญาณเราไปสู่ภพภูมิใดๆต่อหลังจากตายแล้ว
รวมถึงใช้สติปัญญาปล่อยวาง อกุศลจิต อกุศลกรรมไปพร้อมกับทบทวนธรรม
ในการเจริญสติวิปัสสนาพิจารณาธรรมเพื่อหาทางทางดับทุกข์ ตัดวัฏสงสารให้ได้
ประการต่อมาให้พิจารณาธรรมของบทสวดบังสกุลตาย
อนิจจาวตสังขารา
อุปปาทวยธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ
เตสังวุปสโมสุโข"
อนิจจา วต สังขารา-สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ.
อุปปาทวยธัมมิโน-มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ-บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป.
เตสัง วูปสโม สุโข-การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข.
สาระธรรม ความว่า ระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข
คำว่า ระงับในที่นี้หมายถึง ไม่เกิดคือดับ เมื่อดับก็จะไม่เกิด ก็จะไม่ทุกข์ เป็นทุกข์เพราะมีร่างกาย ซึ่งเป็นรูปหรือกายหยาบ ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมตัวขึ้นจากการปฏิสนธิ รวมธาตุทั้ง 4 ขึ้น และมีดวงจิต มายึดติดและ มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การเสื่อมการตาย
เมื่อกายหยาบหรือรูป หมดอายุหรือตาย ดวงจิตก็ไปตามวิบากกรรมที่กระทำไว้นั่นเอง ดวงจิตหรือดวงวิญญาณหรือ กายทิพย์ที่ไม่มีรูป มีแต่นาม ซึ่งประกอบไปด้วย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้นยังมีการปรุงแต่ง นั้นแหละ ตราบใดที่ไม่ปล่อยวางหรือไม่ดับการปรุงแต่ง ก็จะเกิดการปรุงแต่งโดยไม่จบสิ้น มีการสร้างภพสร้างชาติต่อไป
ไม่จบสิ้นและวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนั่นเอง
เมื่อเป็นทุกข์ฉะนั้นต้องดับคือทุกข์ คือดับขันธ์ 5
ขันธ์ 5 ประกอบด้วยกองรูปธรรม และนามธรรมทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
1. รูปขันธ์ หมายถึง กองรูป ส่วนที่เป็นร่างกาย ซึ่งประกอบขึ้นด้วย 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ของร่างกาย และส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด ในการปฏิบัตินี้รวมถึงรูปที่เป็นวัตถุและรูปที่นิมิตในใจด้วยหรือรูปอารมณ์ เกิดจาก กาย เวทนา จิต ธรรม และยังรวมถึงปิยะรูปหรือรูปอันเป็นที่รักและรวมถึงสาตะรูปหรือรูปอันเป็นที่พึงพอใจ เกิดมาจาก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยังรวมถึง รูปที่เป็นอารมณ์ของสัญญาณจากอรูปสัญญา(ไม่ใช่รูป) แต่สัญญาที่ว่านี้คือรูปนั่นเอง
2. เวทนาขันธ์ หมายถึง กองเวทนา ส่วนที่เป็นความรู้สึก สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ หรือความเศร้า หรือความยินร้าย หรือ การที่ประสบกับสิ่งที่พึงพอใจก็ สุขใจพอใจเกิดความสุข การที่ประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจไม่พึงปรารถนา ก็รู้สึกไม่พอใจ เป็นทุกข์ทำนองนี้แหละ
ในการเจริญสติวิปัสนา ปล่อยวาง นามตามนี้ให้ ตัดจิต ตัดใจ ปล่อยวาง ลืมเสียให้ได้ อย่าไปยึดติด ในสิ่งที่กล่าวมาแล้ว คือ ดับอย่าให้เหลือเยื่อใย ทั้งหมดทั้งสิ้น
3. สัญญาขันธ์ หมายถึง กองสัญญา ส่วนที่เป็นการจดจำ ความจดจำในความหลังฝังแน่น ที่จดจำ เป็นพันธะ สัญญาความทรงจำ ความผูกมัดทางใจ เป็นห่วงใย หรือความหลง ความยึดติด หรือพันธะกรณี ที่มีต่อ คนใกล้ชิด บุคคลอื่นๆ รวมถึง สัตว์ สิ่งของ ทรัพย์สิน เงิน ทอง ที่ดิน บริวาร ลูก ภรรยา สามี พ่อ แม่ บรรพบุรุษ ทั้งภพชาตินี้และภพชาติที่แล้ว รวมถึงทรัพย์ที่เคยบริจาคสร้างเป็นวัตถุทาน ไว้แก่ ตามวัด อารามต่างๆ
ในการเจริญสติวิปัสนา ปล่อยวาง นามตามนี้ให้ ตัดจิต ตัดใจ ปล่อยวาง ลืมเสียให้ได้ อย่าไปยึดติด ในสิ่งที่กล่าวมาแล้ว คือ ดับอย่าให้เหลือเยื่อใย ทั้งหมดทั้งสิ้น
4.สังขารขันธ์ หมายถึง กองสังขาร ส่วนของการปรุงแต่ง ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่ง จากภายใน กาย วาจาใจ หรือจากรูป เวทนาสัญญา สังขาร ซึ่ง จิตปรุงแต่งไปเอง ทั้งที่ปรุงแต่งแล้วดับทันที่ หรือทั้งที่ปรุงแต่งแล้วนำมาจดจำยึดติดตลอดไป
ในการเจริญสติวิปัสนา ปล่อยวาง นามตามนี้ให้ ดับ การปรุงแต่งทั้งปวง เสีย ปล่อยวาง เสียให้ได้ อย่าไปยึดติด ในสิ่งที่กล่าวมาแล้ว คือ ดับอย่าให้เหลือเยื่อใย ทั้งหมดทั้งสิ้น
5. วิญญาณขันธ์ หมายถึง กองวิญญาณ ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ อายตนะภายใน
หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่งออกไปผัสสะหรือสัมผัส กับอายตนะภายนอก เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส ความคิด แล้วทำให้เกิดการปรุงแต่ง เป็นวิญญาณ สร้างภพสร้างชาติต่อไป
ในการเจริญสติวิปัสนา ปล่อยวาง นามตามนี้ให้ ดับปล่อยวาง เสียให้ได้ อย่าไปยึดติด ในสิ่งที่กล่าวมาแล้ว คือ ดับ อย่า คิดปรุงแต่งใดๆทั้งหมดทั้งสิ้น
โดยสรุปคือทบทวนเชื่อมั่นในการปฏิบัติว่าง ใช้สติปัญญาเพื่อ ปล่อยวาง ทุกอย่าง ปล่อยวาง ขันธ์5 ทั้งรูป ซึ่งประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม และทั้งนามซึ่งประกอบด้วย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ตามที่กล่าวแล้วเพื่อดับการปรุงแต่ง ในขั้นตอนนี้ ต้องปล่อยวางนามให้ได้คือหยุดการปรุงแต่งให้ได้นั่นเอง
ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติปล่อยวางได้ช้าหรืออยากแก่การปล่อยวาง
แนะนำให้พิจารณาธรรมของบทสวดบังสกุลเป็นเพิ่มไปด้วยก็ได้
บทสวดบังสุกุลเป็น
อะจิรัง วะตะยัง กาโย
อะจิรัง วะตะยัง กาโย
ปะฐะวิงอะธิเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ
นิรัดถ้ง วะ กะลิงคะรังฯ
ร่างกายนี้มันไม่เที่ยงหนอ
อีกไม่ช้าไม่นานนักจักนอนทับซึ่งแผ่นดิน
ครั้นเมื่อปราศจากวิญญาณเขาก็ทิ้งเสีย
ย่อมประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืนหาประโยชน์มิได้
ให้สวดภาวนาบทนี้ด้วยจิตสงบและปลอยวาง
ในการปฏิบัติในขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่อยากมาก อยากสุดๆ ให้ผู้ปฏิบัติ ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานปล่อยวาง อย่างจริงจัง เอาจริงเอาจังตั้งมั่น มุ่งมั่นเพื่อหลุดพ้นจริงๆ สาระสำคัญ คือ ผู้ปฏิบัติส่วนมากแล้ว จะยึดติด สัญญาและไม่ยอมปล่อยวาง ฉะนั้นจึงเน้นย้ำว่า ในช่วงขณะเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ให้มุ่งมั่นปล่อยวางทุกประการปล่อยวางพันธะกรณี พันธะสัญญาผูกพันธ์ ปล่อยวางทรัพย์สิน เงินทอง สมบัติ ลูก เมีย สามี พ่อ แม่ พี่ น้อง บรรพบุรุษ บริวาร ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตัดญาติ ตัดมิตร ทั้งหมดทั้งปวง เราคือ จิตบริสุทธิ์ไม่มีพันธะผูกพันธ์ใดๆกับใครๆ กับสิ่งใดๆทั้งหมดทั้งสิ้นในทางโลกปล่อยวางทุกอย่างเพื่อหลุดพ้นไม่กลับมาในวัฏสงสารอีกแล้ว
จากประสบการณ์เมื่อปฏิบัติมาถึงตอนนี้แล้วและปล่อยวางได้แล้วจิตว่างแล้ว สภาวะจิตจะเข้าสู่โหมดเจริญอสุภะแบบออโตเมติก และสำเร็จในการเจริญอสุภะไปโดยปริยาย ทั้งๆที่ไม่ได้ เจตนามุ่งมั่นหรือ ตั้งใจ เจตนาที่จะเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้บรรลุธรรม ในกองกรรมฐานของ การเจริญอสุภะกรรมฐานแต่อย่างไรเลย
แต่ผลที่ได้คือเมื่อตั้งใจคือวางจิตถูกต้องปล่อยวางทุกประการ จึงได้สภาวะจิตที่ว่างจริงๆและผ่านกรรมฐานเจริญอสุภะสำเร็จโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นปัจจัตตัง เฉพาะบุคคลเท่านั้น ผู้ปฎิบัติรายอื่นจะได้สภาวะธรรมแตกต่างกันไปตาม บุญบารมีที่ได้สะสมกันมาและภพภูมิก่อนๆที่ผ่านมา
ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกประการเทอญฯ
💢ฆราวาสบรรลุธรรม
ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น