Ep.4 เข้าสู่อธิศีล ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น

 


                                                                     ข้าสู่อธิศีล

           บันทึกสภาวะธรรม

แชร์จากประสบการณ์ 

Ep.4
เข้าสู่อธิศีล
ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น



              บันทึกจากประสบการณ์จริง จากการที่ได้ปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรมเข้าธรรมชาติว่างเปล่าแล้วนั้น พอจะสรุปสภาวะธรรมตั้งแต่ เริ่มต้นจนกระทั่งเข้าถึงธรรมชาติ และเป็นองค์ธรรมชาติแล้วนั้นและได้แบ่งสภาวะธรรมของการปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น ทั้งหมดออกเป็น 8 ขั้นตอนดังนี้
คือ Ep.1การเจริญสติปัญญา Ep.2ปล่อยวางนาม Ep3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย Ep.4 เข้าสู่อธิศีล Ep.5เข้าสู่อธิสมาธิ Ep.6 เข้าสู่อธิปัญญา Ep.7 ปล่อยวางรูป E.p8 เข้าสู่ธรรมชาติ โพสต์นี้เป็นการนำเสนอEp.4




ในการปฏิบัติของฆราวาสบรรลุธรรมพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าเป็น
ไปตาม สาระธรรมความว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้
            ประการแรกให้เข้าใจตรงกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นการปฏิบัติของทางฝ่ายโลกหรือโลกียะธรรม ในส่วนของ อธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา ของทางฝ่ายโลกุตระธรรม เป็นการปฏิบัติว่าง หรือปล่อยวาง ทุกอย่าง หยุดการปรุงแต่ง หรือดับการปรุงแต่ง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในขั้นตอนนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อ เข้าสู่อธิศีลว่าง ใช้ธรรมจักรในกายตามที่กล่าวมาแล้วใน Ep.3 เป็นตัวสร้างความว่างให้อุบัติขึ้นเต็มกำลัง เข้าสู่ความว่างเปล่า


                          อธิ เป็นคำที่ใช้นำหน้าคำอื่นๆ มาจากภาษาบาลี และสันสกฤต
แปลตามความหมายว่า ยิ่ง, ใหญ่ หรือยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ ทางโลกุตระหมายถึงความว่างเปล่า หรือ ธรรมชาติที่ว่างเปล่า   

   ศีล แปลตามความหมาย คือ ข้อบัญญัติที่เป็นข้อห้ามทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดการปฏิบัติกายและวาจา หรือ ข้อห้าม ในการประพฤติ ปฏิบัตินั้นเอง

อธิศีล เมื่อนำมาเขียนรวมกัน ในที่นี้เพื่อสื่อความหมายได้ใจความว่า ข้อพึงปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่ผิดข้อห้ามใดๆทั้งสิ้น อธิศีลในที่นี้หมายถึง ศีลว่าง หรืออธิศีลว่าง นั้นเอง ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าความว่าง หรือธรรมชาติที่ว่างเปล่าในทางโลกุตระธรรม

        ให้อ่าน Ep.3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย ประกอบเพื่อง่ายในการทำความเข้าใจ การปฏิบัติเข้าสู่อธิศีลนั้น เมื่อปฏิบัติเข้าสู่ธรรมจักรในกายได้แล้วให้ปฏิบัติว่างปล่อยวางทุกอย่างเข้มขึ้นหมายถึงปล่อยวางทุกประการตามที่กล่าวมาแล้วและหยุดการปรุงแต่งทุกประการให้หมดสิ้นเพื่อเข้าถึงความว่างที่มีเสถียรภาพ เมื่อได้ความว่างที่มั่นคงแล้วนั้นแหละคือได้เข้าสู่ศีลว่าง หรืออธิศีลนั่นเอง

         กล่าวอีกนัยยะหนึ่งคือต้องปฏิบัติต่อเนื่องจากการที่ได้ธรรมจักรในกายได้อุบัติขึ้นแล้วตาม Ep.3 และ รักษาสภาวะธรรมว่างอันเนื่องจากการทำงานของธรรมจักรในกาย ให้ธรรมจักรในกายหมุนต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดยั้งนั้นเองในช่วงแรกขอการปฏิบัตินี้ถ้าปล่อยวางได้น้อยธรรมจักรในกายก็หมุนช้า ถ้าปล่อยวางได้มากธรรมจักรในกายก็จะหมุนเร็วนั่นเองเมื่อธรรมจักรในกาย หมุนได้เร็วตัดสภาะวะกรรมตัดอวิชชาหยุดการปรุงแต่งได้แล้ว จะเข้าสู่ความว่างเปล่า สภาวะธรรมความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นนี้ หรือผลต่อเนื่องความว่างจากการสำเร็จของธรรมจักรในกายอุบัติขึ้นนี้ เรียกสภาวะธรรมที่ว่างนี้ ว่าเข้าสู่ อธิศีล(ว่าง) ได้สำเร็จแล้วนั้นเอง

        สาระสำคัญในการปฏิบัติ

            ในการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานหรือ ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้นเข้าสู่ธรรมชาติว่างเปล่านี้ขอเน้นย้ำว่า เป็นการปฏิบัติที่จำเป็นต้องรู้จักพอและปล่อยวางทางโลกทุกประการให้ได้ก่อนซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นและ เป็นหัวใจสำคัญในการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน ในขั้นตอนของการปฏิบัติปล่อยวางนาม ตามที่กล่าวมาแล้วใน Ep.2 ฉะนั้นผู้ปฏิบัติอย่าเผลอประเด็นที่ต้องรู้จักพอและปล่อยวางทางโลก ต้องตั้งมั่นตลอดเวลา เพื่อง่ายในการก้าวต่อๆไปในการปฏิบัตินั่นเอง

       ไม่จำเป็นต้องใช้บทภาวนา

            ในการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานโดยปกติแล้ว การเจริญสติปัญญาวิปัสสนากรรมฐานนั้นเพื่อให้จิตว่าง หรือ เข้าสู่ อธิศีลนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องภาวนาบทใดๆเลย เพียงจิตปล่อยวาง และว่างเปล่าเท่านั้นเอง

กรณีผู้ปฏิบัติที่ไม่สามารถทำจิตให้สงบ

    ผู้ปฎิบัติหลายๆท่านที่ไม่สามารถปล่อยวางให้เกิดความว่างเปล่าได้ซึ่งมีหลายๆสาเหตุและหลากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันไป จึงมีความจำเป็นต้องหาบทภาวนามาใช้ ยกเว้นคนที่ผ่าน ฌาน 1-2-3-4 มาแล้วผู้ปฏิบัติกลุ่มนี้จะเข้าสมาธิได้ง่าย แต่ก็ต้องตัด สภาวะฌาน ตัดการเพ่งห้ามส่งจิตไปนอกออกไปให้หมด ให้เจริญสติอยู่ในสภาวะเจริญ อานาปานสติคือ มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออกจนกระทั่งเข้าถึงความว่าง

ในการปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้นตามแนวทางที่กำลังนำเสนอนี้ไม่ว่าสภาวะธรรมของผู้ปฏิบัติเดิมก่อนหน้านี้ จะมีสภาวะธรรมระดับไหนๆใดๆก็ตามสามารถปฏิบัติได้หมด


      บทภาวนาใดๆใช้ ได้หมด

        กรณีที่ทำสมาธิไม่ได้บทภาวนานั้นสามารถใช้บทภาวนาใดๆ ก็ได้ แล้วแต่ จริตของแต่ละบุคคลนั้นๆ เมื่อภาวนาในบทที่ถูกจริตของตนแล้ว สามารถทำให้ จิตว่าง หรือ ปล่อยวาง ดับการปรุงแต่งทุกประการได้เข้าถึง ความว่างเปล่าได้ เป็นอันว่าใช้ได้ทุกๆบท

           ในทางปฏิบัติจริง

        ในทางปฏิบัติจริงๆนั้นผู้ปฏิบัติย่อมมีที่ปรึกษาหรือมีครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนแนะนำอยู่แล้ว ผู้เป็นเจ้าสำนักนั้นๆได้ปรับไปตามแนวทางตามที่ครูบาอาจารย์ของตนเองที่สอนมาหรือตามที่ได้ร่ำเรียนสืบต่อกันมา เป็นแบบอย่าง จึงแตกต่างกันไปตามครูบาอาจารย์สำนักนั้นๆ

    แนะนำบทภาวนาในกรณีที่จำเป็นต้องใช้

        ขอแนะนำและแชร์จากประสบการณ์จริงที่ใช้ได้ผลมาแล้ว ด้วยการภาวนา..พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ..ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ..สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ..

    วิธีการคือให้ภาวนาอยู่ในใจและปฏิบัติดังนี้

        สูดลมหายใจเข้า แล้วค่อยปล่อยลมหายใจออกอย่างช้าๆพร้อมกับกล่าว คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.

        สูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆปล่อยลมหายใจออกอย่างช้าๆพร้อมกับกล่าวคำว่า ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ.

        สูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆปล่อยลมหายใจออกอย่างช้าๆพร้อมกับกล่าวคำว่า สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.

        ให้ภาวนาในใจไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา ภาวนาหลายๆเที่ยวและขณะเดียวกันก็ต้องปล่อยวาง ขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทุกๆประการ ออกไปตามลมออก หรือ กล่าวได้ว่าสูดธรรมชาติบริสุทธิ์ เข้าไปในกาย เพื่อไล่กรรมออกไปพร้อมๆกับปล่อยลมหายใจที่ออกไปนั้นเอง จนกระทั่งเข้าสู่สมาธิ เมื่อเข้าสู่สมาธิมั่นคงแล้ว เกิดความว่างอย่างต่อเนื่องได้แล้ว จะหยุดภาวนาไปเองโดยอัตโนมัติ

        ผู้ปฏิบัติบางท่านพอมาถึงตอนนี้แล้วจะรู้สึกว่า ตัวเองหยุดหายใจไปแล้ว และกลัวตาย เลยตกใจออกจากสมาธิไปเลยก็มี ฉะนั้นอย่าตกใจไม่ว่ามาร จะมาหลอก เป็นภาพลวงตาใดๆขออย่าได้ ไปยินดีหรือยินร้ายจงปฏิบัติต่อไป และปฏิบัติแบบนี้แหละถูกต้องแล้ว เป็นการปล่อยวาง เข้าสู่ความว่าง หรืออธิศีลว่างนั้นเอง

        ข้อดีของการใช้บทภาวนา..พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ..ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ..สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ..คือเป็นการยึดเอา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเป็นที่ตั้ง และยังเป็นบทที่สามารถใช้ป้องกันภัยอันตรายรอบด้าน ในขณะที่เจริญสติวิปัสนากรรมฐานอีกด้วย แม้ว่าสถานที่ ที่เจริญสติวิปัสสนา จะเป็นที่ ป่าเขาลำเนาไพร ป่าช้า วัดล้าง ที่ภูตผีชุกชม สัตว์ร้าย ก็สามารถป้องกันได้หมด และยังใช้เป็น ถาถาปักกรดได้ด้วย คุณไสย์ มนต์ดำใดๆ ไม่สามารถ มาทำลายได้
        
       ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกประการเทอญฯ

💢ฆราวาสบรรลุธรรม

ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องเล่า : แรงบันดาลใจ เหตุณ์จูงใจให้เร่งปฏิบัติธรรม ปฏิบัติว่างเพื่อความหลุดพ้น

สาเหตุปัจจัยที่ผู้ปฏิบัติไม่เข้าถึงธรรมหลุดพ้น

สภาวะธรรม สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาน ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น