Ep.6 เข้าสู่อธิปัญญา ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น

 


                                                                 เข้าสู่อธิปัญญา

     บันทึกสภาวะธรรม
      แชร์จากประสบการณ์ 

Ep.6

เข้าสู่อธิปัญญา
ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น


บันทึกจากประสบการณ์จริง จากที่ได้ปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรมเข้าธรรมชาติว่างเปล่าแล้วนั้น พอจะสรุปสภาวะธรรมตั้งแต่ เริ่มต้นจนกระทั่งเข้าถึงธรรมชาติ และเป็นองค์ธรรมชาติแล้วนั้นและได้แบ่งสภาวะธรรมของการปฏิบัติว่าง
เพื่อหลุดพ้น ทั้งหมดออกเป็น 8 ขั้นตอนดังนี้
คือ Ep.1การเจริญสติปัญญา Ep.2ปล่อยวางนาม Ep.3 เข้าถึงธรรมจักรในกาย Ep.4 เข้าสู่อธิศีล Ep.5เข้าสู่อธิสมาธิ Ep.6 เข้าสู่อธิปัญญา Ep.7 ปล่อยวางรูป Ep.8 เข้าสู่ธรรมชาติ โพสต์นี้เป็นการนำเสนอEp.6


ในการปฏิบัติของฆราวาสบรรลุธรรมพิสูจน์ให้เห็นจริงแล้วว่าเป็น
ไปตาม สาระธรรมความว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้

                ต่อเนื่องจากการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อความหลุดพ้นในขั้นตอนแรกที่ เจริญสติหรือเจริญสติปัญญาก่อนแล้ว

ในขั้นตอนแรกEp.1ไปแล้วนั้น มาถึงขั้นตอนที่ 2 Ep.2 คือปล่อยวางนาม ขั้นตอน
ที่ 3 Ep.3 คือเข้าถึงธรรมจักรในกายขั้นตอนที่ 4 Ep.4คือ เข้าสู่อธิศีล ขั้นตอนที่ 5 Ep.5 เข้าสู่ อธิสมาธิ มาถึงขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ 6 Ep.6
เข้าสู่ อธิปัญญา

ช่วงแรก Ep.1 เริ่มต้นด้วยการเจริญสติหรือเจริญสติปัญญาแล้ว

 ปล่อยวางนาม  ต่อด้วยเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นจนกระทั้งเกิดธรรมจักรในกาย แล้วปฏิบัติต่อเข้าสู่อธิศีล เข้าสู่อธิสมาธินั้นเรายังคงใช้สติปัญญาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาตลอด

ตั้งแต่ต้นแล้ว

ณ.ขั้นตอนนี้มาถึงขั้นตอนเจริญวิปัสสนากรรมฐานเข้าสู่อธิปัญญาคือตั้งมั่นในกรรมฐานปล่อยวางว่างจากปัญญาหรือดับหรือให้ตัดปัญญาทิ้งไปนั่นเอง

 อธิ เป็นคำที่ใช้นำหน้าคำอื่นๆมาจาก มาจากภาษาบาลี และสันสกฤตแปลตามความหมายว่า ยิ่งใหญ่. หรือยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ ทางโลกุตระหมายถึงความว่างเปล่า หรือ ธรรมชาติที่ว่างเปล่านั่นเอง

    ปัญญในภาษาบาลี แปลว่า ปราชญ์  ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน

อธิปัญญาเมื่อเอามาเขียนรวมกันสื่อความหมายถึงสติปัญญาที่ว่างเปล่า      หรือ การเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานตัดสติปัญญาออกไป 

ลักษณะสภาวะธรรมอธิปัญญาที่บ่งบอกบ่งชี้ในที่นี้ ปัญญาเป็นตัวหรือเป็นสายโยงใยผูกรัดจิตหรือกายทิพย์ กับรูปไว้ด้วยกัน แม้ว่าจิตจะปล่อยวางเวทนา สัญญา สังขารและหยุดปรุงแต่งทุกประการไปแล้วก็ตามแต่ปัญญาเป็นตัวรู้แจ้งยังยึดติดรูปอยู่ อาจจะกล่าวเปรียบเทียบอีกนัยยะหนึ่งว่าเป็นลักษณะคล้ายๆกับสายสะดือของเด็กทารกแรกเกิดออกจากท้องแม่แล้ว เมื่อทารกแยกออกจากท้องแม่อย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ที่ยังมีสายสะดือโยงติดกับแม่และยังไม่ได้ตัดขาดออกจากกันนั้นเอง

 เมื่อเข้าสู่อธิปัญญาได้แล้วจะเกิดการรู้แจ้งหรือ ญาณรู้แจ้งทางโลกุตระธรรม เมื่อดับปัญญาหมดสิ้นแล้ว หรือเข้าโหมดของการรู้แจ้งด้วยญาณและญาณจะอุบัติขึ้นตามมาในทันทีทันใด และตามด้วยจิตปล่อยวางรูปไปในขณะเดียวกัน 

กล่าวคือ เมื่อดับปัญญา  ญาณรู้แจ้งก็อุบัติขึ้นทันทีและจิตก็ค่อยๆแยกออกจากรูปเป็นขั้นตอนที่ติดต่อตามกันมา ในขั้นตอน Ep.6 นี้ขอกล่าวเฉพาะการเกิดปัญญารู้แจ้งหรือญาณรู้แจ้งเท่านั้น ส่วนการแยกรูปหรือปล่อยวางรูปให้ติดตามอ่านต่อ ในขั้นตอนปล่อยวางรูปตอนที่ 7 Ep.7 ซึ่งจะนำเสนอเป็นตอนต่อไป

จากประสบการณ์ ขณะที่ดับปัญญาแล้วเกิดญาณรู้แจ้ง  ด้วยการดับปัญญานั้น  ยังรู้แจ้งว่าสภาวะธรรมที่กำลังอุบัติขึ้น นั้นจะเอามาเป็นบันทัดฐานกับผู้ปฏิบัติรายอื่นๆนั้นไม่ได้

สภาวะธรรมที่แต่ละผู้ปฏิบัติได้บรรลุแล้วนั้นจะไม่เหมือนกันทุกคนเพราะเป็นธรรมของปัจเจกบุคคลหรือเฉพาะบุคคลเท่านั้น สภาวะธรรมที่จะบรรลุได้ในแต่ละขั้น แต่ละตอน ระยะเวลาก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการสะสมบุญบารมีมาตั้งแต่ภพภูมิก่อนหน้านี้ที่แตกต่างกันไป บางท่านต้องรอไปสะสมบุญต่อ บำเพ็ญเพียรต่อในภพหน้าอีกก็มี กล่าวได้ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือวิญญูชนรู้ ได้เฉพาะตน ต้องปฏิบัติตามจึงจะรู้หรือธรรมที่ปัจเจกบุคคลจะรู้ได้ และการรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น ต้องปฏิบัติจริงจึงจะรู้

เมื่อดับปัญญา หรือเข้าสู่ อธิปัญญา แล้วระยะเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที่เท่านั้น จะเกิดการรู้แจ้งเป็นญาณรู้แจ้ง เห็นจริง ในอริยะสัจ 4 ทุกประการ ทุกมิติ 

การเกิดทุกข์ ที่เกิดจาก ร่างกาย การเกิด  แก่ เจ็บตาย  และจากขันธ์ 5 ทั้งปวง  ความไม่ยั่งยืน ความไม่เที่ยความแปรเปลี่ยนของร่างกายรวมถึง

 สมุทัย คือ ความจริงว่าด้วยเหตุแห่งทุกข์ ความทุกข์หรือปัญหา หรือมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ ตัณหา อุปาทาน หลากหลายรูปแบบ ที่ทำให้เกิดทุกข์

 นิโรธ คือ ความดับทุกข์  ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  ดับกิเลส ดับอวิชชา ดับอุปาทานดับการปรุงแต่ทั้งปวง

มรรค แนวทางปฏิบัติเพื่อดับทุกอย่าง ตามมรรค 8 ประการ และท้ายสุด ดับด้วยความว่างเปล่า หรืออธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา  เมื่อเข้าสู่ความว่างเปล่าจะเป็นการรู้แจ้ง ตามญาณรู้แจ้งนั่นเอง ตามแนวทางปฏิบัติว่างปล่อยวางทุกอย่าง เข้าสู่ มรรค ผล กระแสนิพพานนั้นเอง  เป็นการู้แจ้ง ด้วยองค์เอง ประจักษ์เหตุการณ์ซึ่งหน้าไม่ใช่ ตัวรู้ ไม่ใช่ ตามความคิดหรือไม่ใช่เรียนรู้ตามตำราหรือ ตามปริยัติแต่อย่างไร แต่เป็นผลแห่งการปฏิบัติว่าง ทุกประการ ตามขั้นตอนที่ได้นำเสนอมาแล้วตั้งแต่  Ep.1 -Ep.6นี้แล้ว

หลายๆท่านมีข้อสงสัยว่า อริยะสัจ 4 นี้เป็นความรู้เก่าหรือเป็นความรู้เดิม ก็ทุกๆท่านสามารถเรียนรู้หรือรู้ทางปริยัติธรรมหรือตามที่องค์ธรรมกถึกได้แสดงธรรมทั่วไปกล่าวถึงแล้ว แต่นั้นคือบทท่องจำ ณ.ที่นี้เมื่อเจริญสติปัญญาปล่อยวางทุกอย่างตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ Ep.1 เป็นต้นมา ตามลำดับและเป็นขั้นตอนแล้วนั้น 

จะเห็นได้ว่าเป็นการปล่อยวางทุกอย่าง หรือเป็นอิสระภาพจากพันธะใดๆกับสรรพสิ่งใดๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ดับตัวรู้ ดับฌาน ดับแล้วซึ่งทุกอย่าง  สภาวะธรรมตอนนี้ คือความว่างเปล่า เป็นสภาวะสุญตา สิ่งที่อุบัติขึ้น เป็นญาณรับรู้ รู้แจ้งนั้นเอง เป็นลักษณะรู้แจ้งซึ่งหน้าพร้อมเห็นเหตุการณ์แปรเปลี่ยนของทุกข์

ทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ทุกข์ ทรมารอย่างไร เป็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า  ณ.ขณะนั้นเป็นที่ประจักษ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งหลับตา และลืมตา รวมถึงสมุทัย นิโรจน์ มรรค ครบถ้วนทุกประการ

ขอให้ทุกๆท่านจงเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกประการเทอญฯ

💢ฆราวาสบรรลุธรรม

ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องเล่า : แรงบันดาลใจ เหตุณ์จูงใจให้เร่งปฏิบัติธรรม ปฏิบัติว่างเพื่อความหลุดพ้น

สาเหตุปัจจัยที่ผู้ปฏิบัติไม่เข้าถึงธรรมหลุดพ้น

สภาวะธรรม สัตตา สัตตานัง สติ จิต วิญญาน ปฏิบัติว่างเพื่อหลุดพ้น